Toyota Sure แหล่งซื้อขาย รถมือสอง
TH iconfav icon

เคลมประกันรถยนต์ต้องทำอย่างไร ขั้นตอนเคลมสด-แห้ง ฉบับมือใหม่

วันที่เผยแพร่ 23/04/2026

ยอดผู้เข้าชม


เคลมประกันรถยนต์ต้องทำอย่างไร

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การศึกษาขั้นตอนการแจ้งเหตุล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้รถทุกคน วันนี้ Toyota Sure ผู้ให้บริการซื้อขายรถมือสอง จะพาไปทำความรู้จักว่าการเคลมประกันรถยนต์ต้องทำอย่างไรบ้าง มีกี่ประเภท และต้องเตรียมเอกสารสำคัญอะไรเพื่อประกอบการพิจารณา เพื่อให้ผู้ขับขี่ทุกท่านสามารถจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างถูกต้อง ช่วยประหยัดเวลา และรักษาสิทธิ์ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ได้อย่างเต็มที่

 

การเคลมประกันรถยนต์มีกี่แบบ แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น สิ่งแรกที่ผู้ใช้รถต้องทำความเข้าใจคือรูปแบบของการแจ้งเหตุความเสียหาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบริษัทประกันภัยจะแบ่งลักษณะการแจ้งเหตุออกเป็นสองประเภทหลักตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถประเมินสถานการณ์และติดต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกระบวนการ

 

เคลมสด คืออะไร

การแจ้งเหตุแบบสด หรือ Fresh Claim หมายถึงการแจ้งเหตุความเสียหายทันที ณ จุดเกิดเหตุ โดยที่คู่กรณียังคงอยู่ในบริเวณนั้น หรือเป็นอุบัติเหตุที่มีความรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอย่างชัดเจน สถานการณ์ที่เข้าข่ายลักษณะนี้ได้แก่ การขับรถชนกับรถคันอื่นบนท้องถนน การเฉี่ยวชนที่มีผู้บาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุที่ทำให้รถไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่สำรวจภัย หรือ Surveyor จะต้องเดินทางมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันทีเพื่อรวบรวมหลักฐาน ถ่ายภาพ สอบปากคำเบื้องต้น และออกเอกสารรับรองความเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยและคู่กรณี

 

เคลมแห้ง คืออะไร

การแจ้งเหตุแบบแห้ง หรือ Dry Claim หมายถึงการแจ้งเหตุความเสียหายในภายหลัง โดยอุบัติเหตุนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีคู่กรณีอยู่ในที่เกิดเหตุ หรือเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขับขี่ สถานการณ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ การขับรถถอยชนกระถางต้นไม้ หินกระเด็นใส่กระจกหน้ารถ รอยขูดขีดจากกิ่งไม้ หรือการเฉี่ยวชนฟุตบาทขณะจอดรถ ผู้เอาประกันภัยสามารถนำรถเข้าไปแจ้งเหตุที่ศูนย์บริการ อู่ซ่อมมาตรฐาน หรือติดต่อบริษัทประกันภัยผ่านช่องทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันในภายหลังได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ ณ จุดเกิดเหตุ

 

ขั้นตอนการแจ้งเคลมประกันรถยนต์ต้องทำอย่างไร

การปฏิบัติรู้อย่างถูกต้องและเป็นลำดับขั้นตอน จะช่วยลดความสับสนและทำให้กระบวนการอนุมัติซ่อมแซมเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ขับขี่ควรมีสติและปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

 

กรณีเกิดเหตุทันทีและมีคู่กรณี

  1. โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที เมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าปลอดภัย ให้โทรศัพท์แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุของบริษัทประกันภัย โดยเตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม ได้แก่ หมายเลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ ชื่อผู้ขับขี่ ลักษณะเหตุการณ์เบื้องต้น และระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจนที่สุด หากมีจุดสังเกตสำคัญบริเวณใกล้เคียงควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง
  2. ถ่ายภาพหลักฐาน ในระหว่างรอเจ้าหน้าที่ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพรถยนต์ทั้งของตนเองและคู่กรณีในมุมกว้างและมุมแคบ ถ่ายให้เห็นป้ายทะเบียน ร่องรอยความเสียหาย สภาพถนน และตำแหน่งของรถทั้งสองคัน ภาพถ่ายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการพิจารณารูปคดี
  3. รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่สำรวจภัยเดินทางมาถึง ให้เล่าเหตุการณ์ตามความเป็นจริง เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบและสรุปว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด จากนั้นจะออกใบรับรองความเสียหาย หรือที่มักเรียกกันว่า ใบเคลม ให้แก่ผู้เอาประกันภัย เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อศูนย์บริการต่อไป

 

กรณีไม่มีคู่กรณี หรือเป็นความเสียหายเล็กน้อย

  1. สำรวจและจดจำรายละเอียด แม้จะเป็นความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ขับขี่ควรจดจำหรือบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เช่น วัน เวลา สถานที่ และสาเหตุที่ทำให้เกิดร่องรอยความเสียหาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งเหตุ
  2. ติดต่อนัดหมาย โทรศัพท์แจ้งบริษัทประกันภัย หรือใช้แอปพลิเคชันของบริษัทประกันภัยเพื่อส่งภาพถ่ายร่องรอยความเสียหาย เจ้าหน้าที่จะสอบถามรายละเอียดและประเมินเบื้องต้น
  3. นำรถเข้าประเมินราคา นำใบรับรองความเสียหายที่ได้รับ (อาจเป็นรูปแบบเอกสารหรืออิเล็กทรอนิกส์) พร้อมนำรถยนต์ไปติดต่อที่อู่ซ่อมหรือศูนย์บริการที่อยู่ในเครือข่าย เพื่อให้ช่างประเมินราคาค่าซ่อมแซมและสั่งอะไหล่ล่วงหน้า

เอกสารที่ต้องใช้ในการเคลมประกันรถยนต์

 

เอกสารที่ต้องใช้ในการเคลมประกันรถยนต์

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบและอนุมัติ หากขาดเอกสารบางส่วนอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป ผู้แจ้งเหตุควรเตรียมเอกสารพื้นฐานดังต่อไปนี้

 

เอกสารสำหรับผู้แจ้งเหตุ

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขับขี่ พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ที่ยังไม่หมดอายุ หากไม่มีใบขับขี่หรือใบขับขี่หมดอายุอาจมีผลต่อการพิจารณาความคุ้มครองในบางเงื่อนไข
  • สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของและรายละเอียดของตัวรถ
  • สำเนากรมธรรม์ประกันภัย หรือหมายเลขกรมธรรม์ที่ชัดเจน

 

เอกสารเพิ่มเติมกรณีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

หากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายถูกและต้องการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อมจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี จะต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่

  • ใบรับรองความเสียหายที่ระบุชัดเจนว่าเป็นฝ่ายถูก
  • ภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์
  • ใบรับรถจากศูนย์บริการที่ระบุวันที่นำรถเข้าซ่อมและวันที่คาดว่าจะซ่อมเสร็จ
  • สำเนาสมุดบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินโอน
  • หนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

 

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน

ผู้ใช้รถหลายท่านอาจมีความสับสนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อทำการแจ้งเหตุ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักที่มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ดังนี้

 

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบภาคบังคับ (Excess)

เป็นจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทประกันภัย โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ตามข้อบังคับของสำนักงาน คปภ. ซึ่งจะเรียกเก็บในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งเหตุความเสียหายแบบไม่มีคู่กรณี ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หรือไม่สามารถระบุวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุที่แน่ชัดได้ เช่น กรณีรถเป็นรอยขีดข่วนโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรอยหินกระเด็นใส่ที่หาตัวผู้กระทำไม่ได้

 

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible)

เป็นจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยเลือกที่จะระบุไว้ในกรมธรรม์ตั้งแต่ตอนซื้อประกันภัย เพื่อแลกกับการได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยรายปีที่คุ้มค่ามากขึ้น อาจเป็น 1,000 บาท 3,000 บาท หรือ 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ตกลงกัน ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุและตนเองเป็นฝ่ายผิด หรือกรณีที่ไม่มีคู่กรณี ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ขับรถด้วยความระมัดระวังและมั่นใจในประวัติการขับขี่ของตนเอง

 

เคล็ดลับแจ้งเหตุอย่างไรให้อนุมัติไว และได้มาตรฐาน

เพื่อให้การเคลมประกันรถยนต์ เป็นไปอย่างราบรื่นและใช้เวลาน้อยที่สุด ผู้เอาประกันภัยควรให้ข้อมูลที่เป็นความจริงและครบถ้วนแก่เจ้าหน้าที่เสมอ การปกปิดข้อมูลหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงอาจทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองได้ นอกจากนี้ การเลือกนำรถเข้าซ่อมกับศูนย์บริการมาตรฐานหรืออู่ในเครือที่มีประวัติการทำงานที่ดี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์จะได้รับการซ่อมแซมด้วยอะไหล่ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่กำหนด

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเรื่องความคุ้มครองรถยนต์และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์มือสอง สามารถอ่านรายละเอียดที่มีประโยชน์ได้ที่บทความ ซื้อรถมือสองต้องทำประกันไหม ซึ่งจะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมและวางแผนการดูแลรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ปัญหาที่พบบ่อย สาเหตุที่ประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครอง

แม้จะมีกรมธรรม์คุ้มครอง แต่มีบางสถานการณ์ที่บริษัทประกันภัยมีสิทธิปฏิเสธการเคลมประกันรถยนต์ หรือการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้ใช้รถควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้

  • ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือใบอนุญาตขับขี่หมดอายุ หากเกิดอุบัติเหตุและผู้ขับขี่ไม่เคยสอบใบขับขี่มาก่อน หรือถูกเพิกถอนสิทธิ บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการซ่อมรถของผู้เอาประกันภัย แต่ยังคงรับผิดชอบความเสียหายต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไข
  • ใช้รถผิดประเภทจากที่จดทะเบียน เช่น นำรถยนต์ส่วนบุคคลไปใช้รับจ้างขนส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน หรือนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่แจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบ
  • เมาแล้วขับ หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด บริษัทประกันภัยจะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและปฏิเสธความคุ้มครองทั้งรถของผู้เอาประกันภัยและรถของคู่กรณี

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์

ข้อสงสัยเรื่องการไม่มีใบขับขี่กับการแจ้งเคลม

ในกรณีที่ผู้ขับขี่เป็นฝ่ายถูก แม้จะไม่มีใบขับขี่ก็ยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีได้ แต่หากผู้ขับขี่เป็นฝ่ายผิด ประกันภัยภาคสมัครใจจะปฏิเสธการซ่อมรถของผู้เอาประกันภัย อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ภาคบังคับ ยังคงให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมาย

 

ระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาและจัดซ่อม

เมื่อมีการส่งเอกสารครบถ้วน บริษัทประกันภัยมักใช้เวลาพิจารณาอนุมัติจัดซ่อมประมาณ 1 ถึง 3 วันทำการ ส่วนระยะเวลาในการซ่อมแซมจริงจะแปรผันตามคิวงานของศูนย์บริการและการรอคอยอะไหล่ งานสีหรือรอยขีดข่วนเล็กน้อยอาจใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว ในขณะที่อุบัติเหตุหนักอาจต้องรอหลายสัปดาห์

 

กรณีเคลมแห้งกับการเสียค่าเสียหายส่วนแรก

การแจ้งเหตุซ่อมรอยขีดข่วนหรือความเสียหายที่ไม่มีคู่กรณี หากผู้แจ้งสามารถระบุวัน เวลา สถานที่ และสาเหตุที่แน่ชัดได้ มักจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากเป็นการแจ้งเหตุโดยระบุที่มาที่ไปไม่ได้ มักจะถูกเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกตามข้อกำหนด

 

การเคลมสีรอบคันสำหรับประกันชั้น 1

การนำรถเข้าทำสีรอบคันโดยสะสมร่องรอยไว้แจ้งพร้อมกัน ส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรก เนื่องจากมักจะมีหลายจุดที่ไม่สามารถระบุคู่กรณีหรือเหตุการณ์ที่แน่ชัดได้ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการประเมินของแต่ละบริษัท

สรุปเกี่ยวกับการเคลมประกันรถยนต์

 

สรุปบทความ

การทำความเข้าใจเงื่อนไขการเคลมประกันรถยนต์ รวมไปถึงขั้นตอนแจ้งเหตุจะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีสติและรักษาสิทธิ์ของตนเองได้อย่างครบถ้วน สำหรับใครอยากออกรถคันแรก ด้วยรถมือสองสภาพหลากหลายรุ่นดี Toyota Sure พร้อมให้บริการด้วยรถ Sure Certified by Toyota ที่ผ่านการตรวจสอบถึง 280 จุด ตามมาตรฐาน TVI จากโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย พร้อมให้บริการกว่า 80 สาขา คุณสามารถแวะมาชมได้ที่โชว์รูมสาขาใกล้บ้านคุณ เช็กราคาได้ที่เว็บไซต์ www.toyotasure.com ได้เลย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1486

อัพเดทล่าสุด 23/04/2026