Toyota Sure แหล่งซื้อขาย รถมือสอง
TH iconfav icon

Airbag คืออะไร รู้จักถุงลมนิรภัย อุปกรณ์สำคัญที่รถต้องมี

วันที่เผยแพร่ 12/03/2026

ยอดผู้เข้าชม


Airbag คืออะไร รู้จักถุงลมนิรภัย

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้และอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การมีระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานจึงสำคัญมาก วันนี้ Toyota Sure ผู้ให้บริการรถมือสองชั้นนำ จะมาอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตชิ้นสำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้รถเข้าใจหลักการทำงานที่ถูกต้อง บทความนี้จะเจาะลึกว่า Airbag คืออะไร และมีความจำเป็นแค่ไหนในการช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ เพื่อให้มั่นใจทุกการขับขี่ พร้อมแนะนำเกร็ดความรู้ในการใช้งานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยและระบบความปลอดภัยอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดตลอดการเดินทางของคุณและคนในครอบครัว

 

Airbag คืออะไร ทำความรู้จักกับระบบ SRS ในรถยนต์

Airbag รถยนต์ คือ อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทกของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยถุงลมจะพองตัวออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับอวัยวะสำคัญ เช่น ศีรษะ หน้าอก และลำตัว ไม่ให้กระแทกเข้ากับส่วนแข็งของรถ เช่น พวงมาลัย คอนโซลหน้า หรือกระจก อย่างรุนแรง ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำถุงลมมักผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์จำพวกไนลอนหรือโพลีเอไมด์ที่มีความเหนียวและทนทานสูง พร้อมเคลือบสารหล่อลื่นเพื่อช่วยให้ถุงลมกางออกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ติดขัด

 

ความหมายของระบบ SRS

หากสังเกตดูตามจุดต่าง ๆ ภายในรถที่มีการติดตั้งถุงลม เราจะเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า SRS ประทับอยู่ ซึ่งย่อมาจาก Supplemental Restraint System คำนี้มีความหมายสำคัญที่บ่งบอกว่า Airbag รถยนต์นั้นเป็นเพียง "ระบบเสริม" ความปลอดภัยเท่านั้น โดยระบบหลักที่จะช่วยชีวิตเราได้จริงคือ "เข็มขัดนิรภัย" ดังนั้นการทำงานของ Airbag รถยนต์ จึงต้องทำควบคู่ไปกับการคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ หากไม่คาดเข็มขัด ถุงลมอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำอันตรายต่อผู้ขับขี่เสียเอง

หลักการทำงานของ Airbag รถยนต์

 

หลักการทำงานของ Airbag รถยนต์ เกิดขึ้นตอนไหน

หลายคนสงสัยว่ากระบวนการทำงานของ Airbag รถยนต์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความรวดเร็วแค่ไหนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบนี้อาศัยปฏิกิริยาทางเคมีและไฟฟ้าที่ซับซ้อน แต่เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น โดยแบ่งขั้นตอนการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

 

1. เซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทก (Impact Sensors)

ด่านแรกของการทำงานคือเซนเซอร์ตรวจจับการชน ซึ่งมักติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ ด้านข้าง หรือจุดสำคัญต่าง ๆ เมื่อรถเกิดการปะทะด้วยความรุนแรงถึงระดับที่กำหนด (โดยปกติคือความเร็วประมาณ 20-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ในทิศทางที่กำหนด) เซนเซอร์จะส่งสัญญาณไปยังกล่องสมองกลควบคุม (ECU) ของระบบนิรภัย เพื่อประมวลผลว่าจำเป็นต้องสั่งให้ Airbag รถยนต์ทำงานหรือไม่

 

2. การพองตัวของถุงลม (Inflation)

เมื่อ ECU สั่งการ จะเกิดการจุดระเบิดทางเคมีภายในชุดกำเนิดแก๊ส (Inflator) ซึ่งบรรจุสารเคมีประเภทโซเดียมเอไซด์ (Sodium Azide) หรือสารอื่น ๆ เอาไว้ ปฏิกิริยานี้จะทำให้เกิดแก๊สไนโตรเจนปริมาณมหาศาลไหลเข้าสู่ถุงลมอย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 0.04 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการกระพริบตาของมนุษย์ถึง 5 เท่า ความเร็วนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ถุงลมพองตัวเต็มที่ก่อนที่ร่างของผู้ขับขี่จะพุ่งไปกระแทกกับพวงมาลัย

 

3. การยุบตัวลง (Deflation)

หลังจากที่ Airbag รถยนต์พองตัวออกมารองรับแรงกระแทกแล้ว ถุงลมจะถูกออกแบบให้ยุบตัวลงทันทีภายในเวลาไม่กี่วินาที การยุบตัวนี้สำคัญมาก เพราะหากถุงลมพองค้างอยู่ อาจทำให้ผู้ขับขี่หายใจไม่ออก ถูกอัดติดกับเบาะ หรือบดบังทัศนวิสัยจนไม่สามารถควบคุมรถหรือหนีออกจากตัวรถได้ โดยแก๊สจะถูกระบายออกผ่านรูระบายด้านหลังของถุงลม พร้อมกับมีฝุ่นควันฟุ้งกระจายออกมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแป้งที่ใช้หล่อลื่นถุงลม ไม่ใช่ควันพิษแต่อย่างใด

 

ประเภทของ Airbag รถยนต์มีกี่แบบและอยู่ตรงไหนบ้าง

ในอดีต Airbag รถยนต์อาจมีเพียงจุดเดียวคือที่พวงมาลัยคนขับ แต่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้น รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จึงมีการติดตั้งถุงลมไว้รอบคันเพื่อปกป้องผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง ซึ่งการรู้ตำแหน่งของถุงลมจะช่วยให้เราใช้งานรถได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยประเภทหลัก ๆ มีดังนี้

 

ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag)

เป็นประเภทมาตรฐานที่มีในรถแทบทุกคัน ตำแหน่งแรกจะอยู่ที่พวงมาลัยสำหรับคนขับ และตำแหน่งที่สองจะฝังอยู่ในคอนโซลหน้า (Dashboard) สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันศีรษะและหน้าอกกระแทกกับพวงมาลัยหรือกระจกหน้า

 

ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag)

มักติดตั้งอยู่ที่แก้มเบาะนั่งคู่หน้า หรือที่แผงประตูรถ การทำงานของ Airbag รถยนต์ประเภทนี้จะช่วยลดแรงกระแทกบริเวณลำตัวและหน้าอกจากการชนด้านข้าง ซึ่งเป็นจุดที่ตัวถังรถมีความบางกว่าด้านหน้าและด้านหลัง

 

ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag)

ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น โดยจะติดตั้งอยู่บริเวณขอบหลังคาด้านบนตั้งแต่เสาหน้าไปจนถึงเสาหลัง เมื่อทำงานจะกางตัวลงมาเหมือนม่าน เพื่อป้องกันศีรษะของผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลังไม่ให้กระแทกกับกระจกหน้าต่าง หรือเสาหลังคา และยังช่วยป้องกันเศษกระจกบาดได้อีกด้วย

 

ถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่า (Knee Airbag)

ตำแหน่งนี้มักติดตั้งอยู่ใต้คอนโซลฝั่งคนขับ เพื่อป้องกันหัวเข่าและขาไม่ให้กระแทกกับคอพวงมาลัยหรือแผงคอนโซลด้านล่าง ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดการบาดเจ็บรุนแรงในอุบัติเหตุชนหน้า

 

ถุงลมนิรภัยที่เข็มขัดนิรภัย (Seatbelt Airbag)

เป็นนวัตกรรมใหม่ในรถยนต์หรูบางรุ่น โดยตัว Airbag รถยนต์จะฝังอยู่ในสายเข็มขัดนิรภัย เมื่อเกิดการชน สายเข็มขัดจะพองตัวขึ้นเพื่อกระจายแรงกดทับบริเวณหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า ช่วยลดการบาดเจ็บจากการรัดดึงของเข็มขัด

Airbag ทำงานสัมพันธ์กับเข็มขัดนิรภัยอย่างไร

 

Airbag ทำงานสัมพันธ์กับเข็มขัดนิรภัยอย่างไร

หัวข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องเน้นย้ำทำความเข้าใจให้ถูกต้องที่สุด เพราะมีความเข้าใจผิดที่อันตรายมากว่า "รถมี Airbag รถยนต์แล้ว ไม่ต้องคาดเข็มขัดก็ได้" ความจริงแล้ว Airbag คืออะไร ถ้าไม่ใช่ "อุปกรณ์เสริม" ของเข็มขัดนิรภัย

หากเกิดอุบัติเหตุโดยที่คุณไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายของคุณจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงเฉื่อยที่รุนแรง ในขณะเดียวกัน Airbag รถยนต์ก็จะระเบิดสวนออกมาด้วยความเร็วสูงกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงปะทะระหว่างตัวคุณที่พุ่งไปข้างหน้ากับถุงลมที่ระเบิดสวนมา อาจก่อให้เกิดแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้คอหัก กระดูกซี่โครงหัก หรืออวัยวะภายในบอบช้ำจนเสียชีวิตได้

ดังนั้น ระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดคือการทำงานร่วมกัน เข็มขัดนิรภัยจะทำหน้าที่รั้งร่างกายให้อยู่กับเบาะ และระบบดึงกลับอัตโนมัติ (Pre-tensioner) จะช่วยดึงลำตัวให้แนบสนิทกับพนักพิง จากนั้น Airbag รถยนต์จึงจะพองตัวมารองรับศีรษะและหน้าอก เพื่อผ่อนแรงกระแทกให้เบาลง นี่คือเหตุผลที่ไฟเตือนให้คาดเข็มขัดมีความสำคัญพอ ๆ กับไฟเตือนถุงลมนิรภัย

 

ข้อควรระวังและการใช้งาน Airbag ให้ปลอดภัยที่สุด

เพื่อให้ Airbag รถยนต์ทำหน้าที่เป็นฮีโร่ช่วยชีวิต ไม่ใช่ผู้ร้ายที่ทำอันตรายเรา มีข้อควรระวังที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • ท่านั่งที่ถูกต้อง ผู้ขับขี่ควรปรับเบาะนั่งให้มีระยะห่างจากพวงมาลัยอย่างน้อย 25 เซนติเมตร (ประมาณ 10 นิ้ว) เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการพองตัวของ Airbag รถยนต์การนั่งชิดพวงมาลัยเกินไปจะทำให้ได้รับแรงกระแทกจากการระเบิดของถุงลมเต็ม ๆ
  • การจับพวงมาลัย ควรจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา หรือ 10 และ 2 นาฬิกา ไม่ควรจับที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา หรือเอาแขนพาดขวางแป้นแตร เพราะหาก Airbag รถยนต์ทำงาน แขนของคุณจะถูกกระแทกใส่หน้าตัวเองอย่างรุนแรง
  • ห้ามวางสิ่งของบนคอนโซล การวางพระพุทธรูป ตุ๊กตา หรือของแต่งรถไว้บนคอนโซลเหนือตำแหน่ง Airbag รถยนต์เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะเมื่อถุงลมระเบิด สิ่งของเหล่านี้จะกลายเป็นขีปนาวุธพุ่งใส่หน้าผู้โดยสารด้วยความเร็วสูง
  • ความปลอดภัยของเด็กเล็ก ห้ามติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rear-facing) ที่เบาะนั่งข้างคนขับโดยเด็ดขาด เพราะหาก Airbag รถยนต์ทำงาน จะกระแทกด้านหลังของคาร์ซีททำให้อัดก็อปปี้เด็กเข้ากับเบาะนั่ง หากจำเป็นต้องให้เด็กนั่งด้านหน้าจริง ๆ ควรตรวจสอบว่ารถรุ่นนั้นสามารถปิดการทำงานของถุงลมฝั่งผู้โดยสารได้หรือไม่

 

สัญญาณไฟรูปถุงลมนิรภัยโชว์ เตือนอะไรได้บ้าง

บนหน้าปัดรถยนต์ หากสังเกตดี ๆ จะมีไฟเตือนรูปคนนั่งที่มีลูกบอลกลม ๆ อยู่ด้านหน้า ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ของ Airbag รถยนต์โดยปกติไฟนี้จะติดขึ้นมาชั่วขณะตอนสตาร์ตเครื่องยนต์เพื่อเช็กระบบ แล้วจะดับลง แต่ถ้าหากไฟนี้ติดค้างอยู่ตลอดเวลา หรือกระพริบระหว่างขับขี่ แสดงว่าระบบ Airbag รถยนต์มีความผิดปกติ

สาเหตุที่ไฟโชว์อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น สายไฟภายในระบบขาด เซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกชำรุด หรือขดลวดสไปรอล (Clock Spring) ที่คอพวงมาลัยขาด ซึ่งมักทำให้แตรรถไม่ดังด้วย เมื่อไฟเตือนนี้โชว์ขึ้น นั่นหมายความว่าหากเกิดอุบัติเหตุ Airbag รถยนต์อาจจะไม่ทำงาน หรืออาจทำงานผิดพลาดได้ ดังนั้นควรรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบทันที

 

วิธีตรวจสอบ Airbag สำหรับคนซื้อรถมือสอง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถมือสอง เรื่องความสมบูรณ์ของ Airbag รถยนต์เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะรถบางคันอาจเคยเกิดอุบัติเหตุหนักจนถุงลมแตกไปแล้ว และมีการซ่อมแซมที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การยัดถุงลมกลับเข้าไปเฉย ๆ หรือการตัดต่อวงจรไฟหลอกหน้าปัด วันนี้ Toyota Sure มีวิธีสังเกตเบื้องต้นมาฝาก

  • สังเกตไฟหน้าปัด เมื่อบิดกุญแจไปที่ตำแหน่ง ON ไฟรูป Airbag รถยนต์จะต้องติดขึ้นมาแล้วดับไปเองภายใน 5-7 วินาที หากไฟไม่ติดเลย แสดงว่าหลอดอาจขาดหรือถูกถอดออก แต่ถ้าไฟติดค้างไม่ดับ แสดงว่าระบบมีปัญหา
  • ดูร่องรอยที่พวงมาลัยและคอนโซล บริเวณที่มี Airbag รถยนต์ฝังอยู่ จะมีรอยปรุหรือรอยต่อของวัสดุที่แนบเนียน หากพบว่าผิวสัมผัสมีการปูดบวม สีเพี้ยน หรือรอยตะเข็บดูไม่เรียบร้อย อาจสันนิษฐานได้ว่าเคยมีการซ่อมแซมบริเวณนั้น
  • ตรวจสอบเข็มขัดนิรภัย เนื่องจาก Airbag รถยนต์ทำงานสัมพันธ์กับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับ หากรถเคยชนหนัก เข็มขัดมักจะล็อกตายหรือมีการเปลี่ยนสายเข็มขัดใหม่ ให้ลองดึงสายเข็มขัดดูวันผลิตที่ป้ายผ้าตรงโคนเสา หากปีที่ผลิตเข็มขัดใหม่กว่าปีรถมาก ๆ อาจเป็นข้อสังเกตได้ว่าเคยเปลี่ยนมา
  • การตรวจสอบเหล่านี้ต้องใช้ความชำนาญ หากคุณไม่มีประสบการณ์ การเลือกซื้อรถจาก Toyota Sure จะช่วยตัดปัญหาเหล่านี้ไปได้ เพราะเรามีการตรวจสอบระบบความปลอดภัยและโครงสร้างรถอย่างละเอียด มั่นใจได้ว่า Airbag รถยนต์ทุกใบอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Airbag รถยนต์

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Airbag รถยนต์

Airbag มีวันหมดอายุหรือไม่

โดยทั่วไป Airbag รถยนต์ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานเทียบเท่ากับอายุของรถยนต์ หรือประมาณ 10-15 ปี อย่างไรก็ตามผู้ผลิตรถยนต์บางรายอาจแนะนำให้ตรวจสอบระบบทุก ๆ 10 ปี เพื่อความมั่นใจว่าสารเคมีภายในตัวจุดระเบิดยังคงมีประสิทธิภาพดีอยู่

 

หาก Airbag แตกแล้ว สามารถพับเก็บมาใช้ใหม่ได้หรือไม่

ไม่สามารถทำได้ เมื่อ Airbag รถยนต์ทำงานไปแล้ว ชิ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งถุงลม ตัวจุดระเบิด และเซนเซอร์ จะถือว่าสิ้นสุดสภาพการใช้งาน ต้องทำการเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งระบบจากศูนย์บริการมาตรฐานเท่านั้น ห้ามนำถุงลมเก่ามาเย็บซ่อมหรือพับเก็บเด็ดขาด เพราะจะไม่สามารถช่วยชีวิตได้จริงเมื่อเกิดเหตุครั้งต่อไป

 

ทำไมเกิดอุบัติเหตุแล้ว Airbag ถึงไม่ทำงาน

การที่ Airbag รถยนต์ไม่ทำงาน อาจเกิดจากลักษณะการชนที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขที่เซนเซอร์กำหนด เช่น การชนที่ความเร็วต่ำเกินไป การชนจากด้านหลัง การชนในมุมเฉียงมาก ๆ หรือรถพลิกคว่ำโดยไม่ได้กระแทกจุดเซนเซอร์โดยตรง ซึ่งในกรณีเหล่านี้ โครงสร้างตัวถังและเข็มขัดนิรภัยจะทำหน้าที่ปกป้องผู้โดยสารแทน

 

ควันสีขาวหลัง Airbag ทำงาน อันตรายหรือไม่

ฝุ่นควันสีขาวที่ฟุ้งกระจายออกมาหลังจาก Airbag รถยนต์ทำงาน ส่วนใหญ่คือแป้งทัลคัม (Talcum) หรือแป้งข้าวโพดที่เคลือบถุงลมไว้เพื่อกันไม่ให้ถุงลมติดกันและช่วยในการหล่อลื่น ไม่ใช่ก๊าซพิษ แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองจมูกหรือคอได้บ้างเล็กน้อย ควรเปิดประตูระบายอากาศหากทำได้

 

ทำไมรถที่ใช้ Airbag หรือถุงลม Takata ถึงต้องเปลี่ยนใหม่

สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องมีการเรียกคืนรถยนต์ที่ติดตั้ง Airbag รถยนต์ยี่ห้อ Takata ทั่วโลกนั้น เกิดจากความบกพร่องของสารสร้างแก๊ส (Ammonium Nitrate) ภายในชุดถุงลม ซึ่งเมื่อได้รับความร้อนและความชื้นสะสมเป็นเวลานาน สารเคมีดังกล่าวจะเสื่อมสภาพ ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุและการทำงานของถุงลมเกิดขึ้น แรงระเบิดจะสร้างแรงดันสูงเกินกว่ามาตรฐาน จนทำให้ชุดสร้างแก๊สที่เป็นโลหะแตกกระจาย และชิ้นส่วนโลหะเหล่านั้นจะพุ่งเข้าใส่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเหมือนกระสุน ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นการนำรถเข้าไปเปลี่ยนชุดถุงลมใหม่จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง

 

Airbag หรือถุงลม Takata อยู่ในรถยนต์ที่ผลิตช่วงปีไหนบ้าง

ปัญหาของถุงลมนิรภัย Takata ครอบคลุมรถยนต์หลากหลายยี่ห้อทั่วโลกที่ผลิตในช่วงปี พ.ศ. 2541 ถึง 2557 (ค.ศ. 1998 - 2014) สำหรับในประเทศไทย รถยนต์โตโยต้าที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในช่วงปีดังกล่าว เช่น Toyota Altis, Vios, Yaris, Camry, Fortuner และ Vigo เป็นต้น ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตได้มีการประกาศเรียกคืน (Recall) เพื่อให้ลูกค้านำรถเข้ามาเปลี่ยนชุดถุงลมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากรถของคุณเป็นรุ่นปีเก่าในช่วงเวลาดังกล่าว ควรตรวจสอบข้อมูลทันทีเพื่อความปลอดภัย

 

จะรู้ได้อย่างไรว่ารถยนต์ของเราใช้ถุงลม Takata หรือไม่

วิธีที่แม่นยำที่สุดในการตรวจสอบว่ารถยนต์ของคุณใช้ Airbag รถยนต์ของ Takata หรือไม่ คือการตรวจสอบจาก "หมายเลขตัวถัง" (VIN Number) ซึ่งสามารถดูได้จากคู่มือจดทะเบียนรถ หรือแผ่นเพลทติดรถยนต์ โดยนำเลขตัวถังไปกรอกตรวจสอบที่เว็บไซต์ www.checkairbag.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์กลางของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือสำหรับลูกค้าโตโยต้า สามารถตรวจสอบได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของ Toyota หรือสอบถาม Call Center 1486 เพื่อความมั่นใจ หากพบว่าอยู่ในข่ายต้องเปลี่ยน ให้รีบนัดหมายศูนย์บริการเพื่อดำเนินการแก้ไขทันที

 

เปลี่ยน Airbag หรือถุงลม Takata มีค่าใช้จ่ายหรือไม่

การเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัย Takata เป็นมาตรการเรียกคืนเพื่อความปลอดภัย (Safety Recall) จากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งทางบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เจ้าของรถจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าอะไหล่หรือค่าแรงช่าง หากตรวจสอบแล้วพบว่ารถของคุณอยู่ในข่ายต้องเปลี่ยนชุดถุงลม สามารถติดต่อศูนย์บริการมาตรฐานเพื่อนัดหมายวันเวลาเข้าเปลี่ยนได้ทันที เพื่อความมั่นใจว่าระบบ Airbag รถยนต์ของคุณจะทำงานได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

สรุปเกี่ยวกับ Airbag รถยนต์

 

สรุปบทความ

โดยสรุปแล้ว Airbag รถยนต์คืออุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ แต่ต้องใช้งานคู่กับเข็มขัดนิรภัยเสมอ ซึ่งรถยนต์ยุคปัจจุบันจะมีการติดตั้ง Airbag มาให้ แต่จะมีจำนวน Airbag ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ใครกำลังมองหารถมือสอง Toyota Sure พร้อมให้บริการด้วยรถ Sure Certified by Toyota ที่ผ่านการตรวจสอบถึง 280 จุด ตามมาตรฐาน TVI จากโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย หมดกังวลเรื่องระบบความปลอดภัย แวะมาชมได้ที่โชว์รูมกว่า 90 สาขาใกล้บ้านคุณ เช็กราคาได้ที่เว็บไซต์โตโยต้า ชัวร์ ได้เลย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1486

อัพเดทล่าสุด 12/03/2026