
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเบี้ยประกันรถยนต์ของคนรู้จักถึงราคาถูกกว่า ทั้งที่รถมีปีผลิตใกล้เคียงกัน ความลับของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ดวง แต่อยู่ที่การจัดกลุ่มรถยนต์ หรือ Car Groups ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่บริษัทประกันภัยใช้เป็นมาตรฐานในการคำนวณเบี้ยประกัน สิ่งที่ผู้อ่านจะได้จากบทความนี้คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความแตกต่างของประกันรถเล็ก รถกลาง และรถใหญ่ รวมถึงรู้วิธีเช็ก กลุ่มรถ ของตัวเอง วันนี้ Toyota Sure จะมาอธิบายง่าย ๆ เพื่อให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
กลุ่มรถยนต์ คือ การจัดแบ่งประเภทของรถยนต์ตามมาตรฐานที่กำหนดโดย คปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจให้มีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยรถแต่ละรุ่นจะถูกจัดกลุ่มตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่ายและมักจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดอายุการใช้งานของรถรุ่นนั้น ๆ
ปัจจัยสำคัญที่บริษัทประกันภัยและ คปภ ใช้ในการพิจารณาแบ่งกลุ่มรถยนต์ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่
ทั้งหมดนี้ถูกนำมาคำนวณเป็น "ความเสี่ยงภัย" ที่บริษัทประกันต้องแบกรับ หากรถรุ่นไหนมีต้นทุนเหล่านี้สูง ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย
การทราบว่ารถที่คุณขับหรือกำลังวางแผนจะซื้อจัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ใด จะช่วยให้คุณประเมินค่าใช้จ่ายรายปีได้แม่นยำขึ้น โดยในประเทศไทยมีการแบ่งกลุ่มรถออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังรายละเอียดต่อไปนี้
รถในกลุ่มนี้ถือเป็นที่สุดของยานยนต์ ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ราคา และภาพลักษณ์ จัดเป็นรถนำเข้าแบบ CBU (Complete Built Up) หรือรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีราคาสูงมาก การซ่อมแซมต้องใช้อู่เฉพาะทางหรือศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญสูง อะไหล่ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูงลิ่ว ส่งผลให้เบี้ยประกันของรถกลุ่มนี้แพงที่สุดในบรรดากลุ่มรถยนต์ทั้งหมด
ขยับลงมาสู่รถยนต์ที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นบนท้องถนน แต่ยังคงสถานะความเป็นรถหรู รถในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นรถยุโรปยอดนิยม หรือรถ SUV ขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อน แม้บางรุ่นอาจจะประกอบในประเทศ แต่ด้วยราคาอะไหล่และค่าแรงช่างที่ยังคงสูงกว่ารถญี่ปุ่นทั่วไป ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ที่ 2 ซึ่งมีเบี้ยประกันสูงรองลงมาจากกลุ่มซูเปอร์คาร์
นี่คือกลุ่มรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างใหญ่ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งขนาดกลาง (D-Segment) รถยนต์เอนกประสงค์ (PPV) และรถกระบะบางรุ่น รถกลุ่มนี้มีความสมดุลระหว่างสมรรถนะและราคาค่าซ่อมบำรุง อะไหล่หาได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่ม 1 และ 2 มีทั้งรถแบรนด์ญี่ปุ่นรุ่นท็อปและรถยุโรปขนาดเล็ก เบี้ยประกันจึงอยู่ในระดับปานกลาง ไม่สูงจนเอื้อมไม่ถึงแต่ก็ไม่ได้ถูกที่สุด
รถยนต์ในกลุ่มนี้คือรถตลาดทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดี หรือที่เรียกว่า C-Segment เป็นรถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็ค เครื่องยนต์ประมาณ 1.6 - 1.8 ลิตร หรืออาจรวมถึงรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ รถกลุ่มนี้ได้รับความนิยมสูงมากในไทยเนื่องจากราคาที่เข้าถึงง่าย อะไหล่หาง่าย และมีศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ค่าซ่อมบำรุงและเบี้ยประกันภัยถูกกว่ารถขนาดกลางและรถหรูอย่างชัดเจน
กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ รถอีโคคาร์และรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (B-Segment) เครื่องยนต์มักจะไม่เกิน 1.5 ลิตร รถในกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความประหยัด ทั้งราคาตัวรถและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาอะไหล่ถูกที่สุด ค่าซ่อมบำรุงต่ำที่สุด ทำให้เบี้ยประกันภัยของรถ กลุ่มรถยนต์นี้มีราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำงานหรือผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

เมื่อเราทราบโครงสร้างของกลุ่มรถยนต์แล้ว สิ่งที่ผู้ใช้รถต้องพิจารณาต่อคือผลกระทบที่มีต่อกระเป๋าเงิน การเปรียบเทียบความแตกต่างด้านราคาและความคุ้มครองจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมการเลือก กลุ่มรถ ให้เหมาะกับงบประมาณจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ราคาเบี้ยประกันภัยเป็นสิ่งที่สะท้อนความแตกต่างของกลุ่มรถยนต์ได้ชัดเจนที่สุด ยิ่งกลุ่มตัวเลขน้อย (เช่น กลุ่ม 1) เบี้ยยิ่งแพง ส่วนกลุ่มตัวเลขมาก (เช่น กลุ่ม 5) เบี้ยยิ่งถูก ตารางด้านล่างนี้แสดงการประมาณการราคาเบี้ยประกันชั้น 1 เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง
|
กลุ่มรถยนต์ |
ประเภทรถ |
ราคาเบี้ยประกันเริ่มต้น (ประมาณการ) |
|
กลุ่ม 1 |
Super Car / รถหรูนำเข้า |
50,000 - 100,000++ บาท |
|
กลุ่ม 2 |
รถหรูขนาดใหญ่ / ยุโรป |
25,000 - 45,000 บาท |
|
กลุ่ม 3 |
รถขนาดกลาง / SUV / PPV |
18,000 - 28,000 บาท |
|
กลุ่ม 4 |
รถยนต์ขนาดเล็ก / City Car |
13,000 - 20,000 บาท |
|
กลุ่ม 5 |
Eco Car / รถรุ่นประหยัด |
9,000 - 16,000 บาท |
หมายเหตุ: ราคาเบี้ยประกันอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามทุนประกัน ประวัติผู้ขับขี่ และโปรโมชั่นของแต่ละบริษัท
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มรถยนต์กับทุนประกันนั้นแปรผันตรงตามราคารถ รถกลุ่ม 1 และ 2 ซึ่งมีราคารถสูง จะได้รับทุนประกันที่สูงตามไปด้วย เพื่อให้ครอบคลุมมูลค่าความเสียหายหากเกิดเหตุชนหนักหรือสูญหาย ในขณะที่รถกลุ่ม 4 และ 5 ซึ่งราคารถย่อมเยากว่า ทุนประกันก็จะเริ่มต้นในระดับที่ต่ำกว่า การเลือกทุนประกันที่เหมาะสมควรครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของราคารถในตลาดปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ผู้เอาประกันต้องแบกรับภาระส่วนต่างมากเกินไปหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ในบางกรณีกลุ่มรถยนต์มีผลต่อเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) โดยเฉพาะรถกลุ่ม 1 (Super Car) หรือรถกลุ่มสปอร์ตที่มีความเสี่ยงสูง บริษัทประกันอาจระบุค่าเสียหายส่วนแรกในกรมธรรม์สูงกว่ารถทั่วไป เพื่อเป็นการคัดกรองความเสี่ยงและกระตุ้นให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังมากขึ้น ในขณะที่รถกลุ่ม 3, 4 และ 5 ซึ่งเป็นรถตลาดทั่วไป มักจะมีทางเลือกทั้งแบบมีและไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ให้ผู้ซื้อประกันเลือกได้ตามความสมัครใจ
หากคุณไม่แน่ใจว่ารถคันโปรดจัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ใด สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่าน 2 วิธีง่าย ๆ ดังนี้
สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ประหยัดพลังงานหรือ Eco Car อาจมีข้อสงสัยเรื่องการจัดกลุ่ม โดยทั่วไปแล้ว รถ Eco Car ส่วนใหญ่จะจัดอยู่ใน กลุ่ม 5 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเบี้ยประกันภัยถูกที่สุด เนื่องจากปัจจัยเรื่องราคาอะไหล่และการซ่อมบำรุงที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น ตัวอย่างรถในกลุ่มนี้ได้แก่ Toyota Yaris, Honda City (บางรุ่นตามปีผลิต), Suzuki Swift และ Nissan Almera ซึ่งถือเป็นขวัญใจคนเมืองที่เน้นความคุ้มค่า
ส่วนต่างของเบี้ยประกันระหว่างหัวตารางและท้ายตารางนั้น แตกต่างกันมาก จนเห็นได้ชัด โดยรถกลุ่มรถยนต์ที่ 1 (Super Car) อาจมีเบี้ยประกันสูงถึงหลักแสนบาทต่อปีเนื่องจากทุนประกันที่สูงลิ่วและค่าซ่อมแซมที่แพงหูฉี่ ในขณะที่รถกลุ่ม 5 (Eco Car) เบี้ยประกันชั้น 1 อาจเริ่มต้นเพียง 9,000 - 15,000 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ราคาที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับทุนประกันที่เลือกและประวัติของผู้ขับขี่ (No Claim Bonus) ด้วย
รถกระบะในปัจจุบันมีการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งบรรทุกของและใช้เป็นรถครอบครัว สำหรับรถกระบะ 4 ประตู หรือรถกระบะดัดแปลงเอนกประสงค์ (PPV) ยอดนิยมอย่าง Toyota Fortuner, Isuzu MU-X หรือ Ford Everest มักจะจัดอยู่ใน กลุ่ม 3 ซึ่งเป็นกลุ่มรถขนาดกลางถึงใหญ่ มีโครงสร้างแข็งแรง การซ่อมบำรุงไม่ซับซ้อนเท่ารถยุโรป ทำให้มีเบี้ยประกันในระดับปานกลาง ไม่สูงเท่ากลุ่มรถหรู
เป็นคำถามที่หลายคนเข้าใจผิด โดยปกติแล้วกลุ่มรถยนต์จะถูกกำหนดตายตัวตั้งแต่วันแรกที่รุ่นรถนั้น ๆ ผลิตออกมาจำหน่าย และจะ ไม่เปลี่ยนแปลงตามอายุรถ แม้รถจะเก่าลง 5 ปี หรือ 10 ปี ก็ยังคงอยู่ในกลุ่มเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "เบี้ยประกัน" ที่อาจลดลง ซึ่งเป็นผลมาจาก "ทุนประกัน" ที่ลดลงตามค่าเสื่อมราคาของรถตามอายุการใช้งาน ไม่ใช่เพราะย้ายกลุ่มแต่อย่างใด
การทำความเข้าใจเรื่องกลุ่มรถยนต์ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคประกันภัย แต่เป็นความรู้ที่ช่วยให้คุณวางแผนการเงินในการเป็นเจ้าของรถได้อย่างชาญฉลาด หากคุณเลือกรถใน กลุ่ม 5 หรือ กลุ่ม 4 ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายปีไปได้มาก แต่หากต้องการสมรรถนะและความภูมิฐานจากรถ กลุ่ม 2 หรือ กลุ่ม 3 ก็ต้องเตรียมงบประมาณสำหรับเบี้ยประกันที่สูงขึ้นตามลำดับ
สำหรับใครที่อยากออกรถคันแรกและมองหาความคุ้มค่าด้วยรถมือสองสภาพดี หลากหลายรุ่น Toyota Sure พร้อมให้บริการด้วยรถ Sure Certified by Toyota ที่ผ่านการตรวจสอบถึง 280 จุด ตามมาตรฐาน TVI จากโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รถคุณภาพเยี่ยม แวะมาชมรถคันจริงได้ที่โชว์รูมกว่า 90 สาขา ใกล้บ้านคุณ หรือเช็กราคาได้ที่เว็บไซต์โตโยต้า ชัวร์ ได้เลย หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 1486