Toyota Sure แหล่งซื้อขาย รถมือสอง
TH iconfav icon

รู้จักกับ ตรอ. คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง พร้อมแนะนำค่าบริการที่ต้องรู้

วันที่เผยแพร่ 14/07/2025

ยอดผู้เข้าชม


รู้จักกับ ตรอ. ใกล้ฉันคืออะไร

การตรวจสภาพรถยนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของรถทุกคนต้องใส่ใจ โดยเฉพาะเมื่อรถมีอายุการใช้งานมากขึ้น แม้ในช่วง 5-6 ปีแรกสำหรับรถใหม่อาจยังไม่จำเป็นต้องนำรถเข้าตรวจ แต่เมื่อถึงเวลาที่กฎหมายกำหนด การนำรถไปตรวจกับสถานตรวจสภาพรถเอกชน หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า "ตรอ." ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่า ตรอ. คืออะไร ตรวจเช็กจุดไหนบ้าง และต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ วันนี้ Toyota Sure จะมาไขทุกข้อสงสัยให้กระจ่าง ติดตามได้ในบทความนี้

 

ตรอ. คืออะไร

ตรอ. หรือ สถานตรวจสภาพรถเอกชน คือ หน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สามารถดำเนินการตรวจเช็กสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ก่อนที่เจ้าของรถจะนำใบรับรองผลการตรวจสภาพไปใช้ประกอบการยื่นขอต่อภาษีรถยนต์ประจำปีได้ การมีอยู่ของ ตรอ. ช่วยอำนวยความสะดวกและแบ่งเบาภาระงานจากกรมการขนส่งทางบก ทำให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

รถอายุกี่ปีต้องตรวจสภาพกับ ตรอ. ก่อนต่อภาษีประจำปี

ตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก รถยนต์ที่จะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถกับ ตรอ. ก่อนการต่อภาษีประจำปี คือรถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป มีหลักเกณฑ์ตามอายุการใช้งานดังนี้

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง, รถกระบะ 4 ประตู)
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้)

 

ตรวจสภาพรถ ตรอ. ตรวจเช็กอะไรบ้าง? ละเอียดครบทุกจุด!

การนำรถเข้าตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ไม่ใช่แค่การดูสภาพภายนอก แต่เป็นการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่ารถของคุณปลอดภัยและช่วยยืดอายุการใช้งาน เรามาดูกันว่าเจ้าหน้าที่เขาตรวจเช็กจุดไหนกันบ้าง

 

รายการตรวจเช็กสภาพภายนอกตัวรถ (สี, ตัวถัง, อุปกรณ์)

ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความสมบูรณ์ของตัวถังรถโดยรวม สีของรถยนต์ต้องตรงกับที่ระบุไว้ในเล่มทะเบียน อุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ เช่น กระจกมองข้าง กันชน ต้องอยู่ในสภาพที่แข็งแรง ไม่แตกหักหรือชำรุดจนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นได้

 

การตรวจสอบระบบภายในรถยนต์ (เลขตัวถัง, เลขเครื่องยนต์)

เป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันตัวตนของรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหมายเลขตัวถัง (VIN) และหมายเลขเครื่องยนต์ ว่าถูกต้องและตรงกับข้อมูลที่ระบุไว้ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถหรือไม่ เพื่อป้องกันการสวมรอยหรือการนำรถที่ผิดกฎหมายมาใช้งาน

 

การตรวจสอบระบบบังคับเลี้ยวและศูนย์ล้อ

ระบบบังคับเลี้ยวเป็นหัวใจของความปลอดภัย เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบการทำงานของพวงมาลัย ระยะฟรีของพวงมาลัยต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และมีการเช็กสภาพของลูกหมากคันชักคันส่ง รวมถึงการตั้งศูนย์ล้อต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากค่ามาตรฐาน เพื่อให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ

 

การตรวจสอบระบบเบรกและประสิทธิภาพ

ขั้นตอนนี้จะนำรถขึ้นแท่นทดสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพของระบบเบรกทั้ง 4 ล้อ โดยจะตรวจสอบแรงเบรกในแต่ละล้อว่ามีความสมดุลกันหรือไม่ และทดสอบประสิทธิภาพของเบรกมือด้วยเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่ารถสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยในทุกสถานการณ์

 

การตรวจสอบระบบรองรับน้ำหนัก (โช้คอัพ, สปริง, ลูกหมาก)

เจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กการทำงานของโช้คอัพว่ามีการรั่วซึมของน้ำมันหรือไม่ ตรวจสอบสภาพสปริง แหนบ และลูกหมากต่าง ๆ ว่ายังคงทำงานได้ดี ไม่มีการชำรุดหรือเสื่อมสภาพ เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการทรงตัวและการยึดเกาะถนนของรถยนต์

 

การตรวจสอบระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณไฟ

เป็นการตรวจสอบระบบไฟฟ้าพื้นฐานของรถทั้งหมด ตั้งแต่ไฟหน้า (ไฟสูง-ไฟต่ำ) ไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟเบรก ไปจนถึงไฟส่องป้ายทะเบียน ทุกดวงจะต้องติดครบและมีสีถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อการให้สัญญาณที่ชัดเจนและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ยามค่ำคืน

 

การตรวจสอบระดับเสียงท่อไอเสีย

รถทุกคันจะถูกวัดระดับความดังของเสียงที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย โดยต้องมีค่าความดังไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อควบคุมปัญหามลพิษทางเสียง หากมีการดัดแปลงท่อไอเสียจนเสียงดังเกินไป จะไม่สามารถผ่านการตรวจสภาพได้

 

การตรวจวัดควันดำ และก๊าซ CO/HC (สำหรับรถยนต์ที่กำหนด)

สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล จะมีการตรวจวัดค่าควันดำด้วยเครื่องมือวัด โดยค่าที่วัดได้ต้องไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนรถยนต์เบนซินจะมีการตรวจวัดค่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และไฮโดรคาร์บอน (HC) เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศ

 

การตรวจสอบสภาพยางรถยนต์และล้อ

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความลึกของดอกยาง ซึ่งต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร ตรวจดูสภาพโดยรวมของแก้มยางและหน้ายางว่าไม่มีรอยแตกร้าว บวม หรือฉีกขาดที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงความแน่นหนาของน็อตล้อทุกล้อ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการขับขี่

 

ตารางสรุปการตรวจเช็กสภาพรถยนต์กับ ตรอ.

รายการตรวจ

รายละเอียดการตรวจสอบ

ภายนอกและภายใน

สี, ตัวถัง, อุปกรณ์ครบถ้วน, หมายเลขตัวถัง/เครื่องยนต์ตรงตามเล่มทะเบียน

ระบบบังคับเลี้ยว

พวงมาลัย, ระยะฟรี, ลูกหมาก, ศูนย์ล้อ

ระบบเบรก

ประสิทธิภาพเบรก, ความสมดุลของแรงเบรก, เบรกมือ

ระบบรองรับน้ำหนัก

โช้คอัพ, สปริง, แหนบ, ลูกหมาก (ไม่มีการชำรุดหรือรั่วซึม)

ระบบไฟ

ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณทุกดวงติดครบ, สีถูกต้อง

ท่อไอเสีย

ระดับเสียงต้องไม่เกิน 100 เดซิเบลเอ

มลพิษ

ค่าควันดำ (ดีเซล) และก๊าซ CO/HC (เบนซิน) ต้องไม่เกินมาตรฐาน

ยางและล้อ

ดอกยางลึกกว่า 1.6 มม., สภาพยางดี, น็อตล้อแน่น

 

 

ค่าตรวจสภาพรถ ตรอ. ราคาเท่าไหร่? อัปเดตล่าสุด

สำหรับค่าบริการในการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. นั้น โดยทั่วไปจะเป็นอัตรามาตรฐานที่กำหนดโดยกรมการขนส่งทางบก ซึ่งอาจมีค่าบริการแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่ โดยประมาณการค่าใช้จ่ายมีดังนี้

  • รถจักรยานยนต์: คันละ 60 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม: คันละ 200 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กิโลกรัม: คันละ 300 บาท

วิธีค้นหา ตรอ.ใกล้ฉัน

วิธีค้นหา "ตรอ.ใกล้ฉัน" ง่าย ๆ ในไม่กี่คลิก

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การค้นหาสถานที่ตรวจสภาพรถหรือ ตรอ. ใกล้ฉัน นั้นง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิมมาก ไม่ต้องเสียเวลาขับรถวนหาอีกต่อไป เพียงทำตามวิธีง่าย ๆ ดังนี้

 

ค้นหา ตรอ. ผ่าน Google Maps และคำแนะนำ

วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดคือการเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps บนสมาร์ทโฟนของคุณ จากนั้นพิมพ์ในช่องค้นหาว่า "ตรอ. ใกล้ฉัน" หรือ "สถานตรวจสภาพรถใกล้ฉัน" ระบบจะแสดงรายชื่อ ตรอ. ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงขึ้นมาทันที พร้อมเส้นทาง แนะนำให้อ่านรีวิวและตรวจสอบเวลาทำการก่อนเดินทางไปใช้บริการ

 

ค้นหา ตรอ. ที่ได้รับการรับรองจากเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก

เพื่อความมั่นใจสูงสุด คุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก (www.dlt.go.th) และค้นหารายชื่อสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะเข้ารับบริการกับ ตรอ. ที่มีมาตรฐานและได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องแน่นอน

 

คำถามที่พบบ่อย

หากตรวจสภาพรถไม่ผ่าน ต้องแก้ไขภายในกี่วัน?

กรณีที่รถของคุณตรวจสภาพไม่ผ่านในรายการใดก็ตาม คุณจะต้องนำรถไปแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ ให้เรียบร้อย และนำกลับมาตรวจใหม่ ณ ตรอ. ที่เดิม ภายใน 15 วันนับจากวันที่ไม่ผ่านครั้งแรก ซึ่งในการตรวจซ้ำจะเสียค่าบริการเฉพาะรายการที่แก้ไข และมีอัตราค่าบริการที่ถูกลง

 

ใบรับรองผลตรวจสภาพรถจาก ตรอ. มีอายุกี่วัน?

หลังจากผ่านการตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว ใบรับรองผลการตรวจสภาพที่ได้รับจาก ตรอ. จะมีอายุการใช้งาน 3 เดือน หรือ 90 วัน นับจากวันที่ออกใบรับรอง คุณต้องดำเนินการต่อภาษีประจำปีให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาดังกล่าว หากเกินกำหนดจะต้องนำรถไปตรวจสภาพใหม่อีกครั้ง

 

ตรวจสภาพรถล่วงหน้าได้นานแค่ไหน?

สามารถนำรถไปเข้ารับการตรวจสภาพกับ ตรอ. ได้ล่วงหน้าก่อนวันที่ภาษีรถยนต์จะหมดอายุได้ไม่เกิน 3 เดือน (90 วัน) ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับอายุของใบรับรองพอดี การวางแผนตรวจล่วงหน้าจะช่วยให้คุณมีเวลาเพียงพอหากต้องมีการซ่อมแซมแก้ไขรถ

 

รถติดแก๊ส (LPG/NGV) ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติมที่ ตรอ. หรือไม่?

สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส LPG หรือ NGV จะต้องมีเอกสารเพิ่มเติมคือ "ใบรับรองการตรวจและทดสอบการติดตั้งส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์" จากผู้ตรวจที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกเสียก่อน จากนั้นจึงนำรถพร้อมเอกสารดังกล่าวไปตรวจสภาพรถตามขั้นตอนปกติที่ ตรอ. ได้

สรุปเกี่ยวกับ ตรอ. ใกล้ฉัน​​​​​​​

 

สรุปบทความ

การนำรถเข้าตรวจสภาพที่ ตรอ. คือหน้าที่สำคัญของเจ้าของรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตามเกณฑ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถของคุณปลอดภัยต่อทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทาง รวมถึงไม่สร้างมลพิษเกินมาตรฐาน การเตรียมรถให้พร้อมและทราบขั้นตอนต่าง ๆ จะช่วยให้การต่อภาษีประจำปีของคุณราบรื่นไร้กังวล สำหรับใครที่กำลังมองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน TVI มั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย แวะมาชมและทดลองขับได้ที่โชว์รูมโตโยต้า ชัวร์ ทุกสาขาทั่วประเทศใกล้บ้านคุณ

 

อัพเดทล่าสุด 14/07/2025