Toyota Sure แหล่งซื้อขาย รถมือสอง
TH iconfav icon

กำจัดฝุ่นภายในรถยนต์อย่างไรดี

วันที่เผยแพร่ 14/03/2024

ยอดผู้เข้าชม


กำจัดฝุ่นภายในรถยนต์อย่างไรดี

ปัจจุบันฝุ่นละอองในอากาศมีความหนาแน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้าง หรือรถบรรทุกที่ขนดิน ซึ่งเมื่อเปิดหน้าต่าง หรือเปิดประตูรถยนต์ค้างไว้ ฝุ่นละอองเหล่านั้นก็จะเข้าไปอยู่ในห้องโดยสาร เมื่อสะสมมาก ๆ ก็จะทำให้ห้องโดยสารมีความสกปรก เมื่อปล่อยทิ้งไว้ ฝุ่นเหล่านั้นก็จะมีปริมาณที่มาก นอกจากจะทำให้รถสกปรกแล้ว ยังทำให้รถมีกลิ่นไม่มีประสงค์ อีกทั้งยังเมื่อหายใจเข้าไปมาก ๆ ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพด้วย ดังนั้นควรหมั่นทำความสะอาดภายในรถยนต์เป็นประจำ

ฝุ่นภายในรถส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ฝุ่นภายในรถส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การทำความสะอาดรถเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้รถมีความสอาด เงางามแล้ว ยังช่วยลดการสะสมคราบสกปรก ที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ด้วย แต่การทำความสะอาดรถนั้นจะต้องทำทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สกปรก จริง ๆ แล้วพื้นที่ภายในรถยนต์นั้นจะมีซอกเล็ก ๆ น้อย ๆ เต็มไปหมด ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นตัวจิ๋ว โดยเฉพาะบริเวณพรมที่จะมีฝุ่นอยู่มาก ฝุ่นเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา จมูก และระบบทางเดินหายใจได้ หากสูดดมเข้าไปมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคปอดในอนาคตได้ด้วย

5 วิธี กำจัดฝุ่นภายในรถยนต์ด้วยตัวเอง

การดูแลภายในรถยนต์เป็นประจำจะช่วยให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นที่สดชื่น อีกทั้งยังทำให้มีความสะอาด ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน ซึ่งการทำความสะอาดภายในรถยนต์เหล่านี้ จะช่วยลดปัญหาฝุ่นสะสมได้เป็นอย่างดี

1. ทำความสะอาดช่องแอร์

ทำความสะอาดช่องแอร์

ช่องแอร์เป็นอุปกรณ์ที่เป็นช่องเล็ก ๆ ที่ฝุ่นละอองสามารถเข้าไปจับตัวกันได้ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้เกิดเชื้อโรคได้ง่าย เมื่อเปิดแอร์เชื้อโรคเหล่านั้นก็จะกระจายไปทั่วภายในรถยนต์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของเรา ดังนั้นควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดช่องแอร์เป็นประจำ หรือใช้แปรงเล็ก ๆ ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ พร้อมทั้งดูดฝุ่นไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย

2. ทำความสะอาดที่กรองอากาศ

ทำความสะอาดที่กรองอากาศ

กรองอากาศ หรือไส้กรอง เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการในการกรองอากาศให้มีความบริสุทธิ์ ก่อนที่จะปล่อยเข้ามาภายในรถยนต์ สำหรับการทำความสะอาดกรองอากาศสามารถทำได้ด้วยการถอดออกมาเป่าฝุ่นทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร เมื่อมีการใช้งานรถยนต์เข้าสู่ 20,000 - 40,000 กิโลเมตรควรทำการเปลี่ยนกรองอากาศ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการกรองมากขึ้น หากปล่อยให้กรองเกิดการอุดตัน ก็จทำให้ฝุ่นเข้ามาในรถได้ง่ายขึ้น

3. ทำความสะอาดเบาะ

ทำความสะอาดเบาะ

เบาะ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ภายในรถยนต์ที่ฝุ่นชอบเข้าไปสะสมตามร่องของเบาะ โดยเฉพาะรถยนต์ที่เป็นเบาะผ้าจะทำให้เกิดการสะสมฝุ่นได้ง่ายกว่าเบาะหนัง ดังนั้นควรมีการเช็ดทำความสะอาดเบาะเป็นประจำ บริเวณใดที่เป็นซอกเล็ก ๆ ก็ใช้ที่ดูดฝุ่น กำจัดฝุ่นไม่ให้เกิดการสะสมจนเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค แต่สำหรับรถยนต์คันใดที่เป็นเบาะหนังให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรือใช้น้ำยาสำหรับหนังโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการถนอมหนัง

4. ทำความสะอาดพรม

4. ทำความสะอาดพรม

พรมเป็นอุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่มีความสกปรกมาก ๆ เพราะโดนเหยียบอยู่เสมอ เมื่อออกไปข้างนอก รองเท้าของเราก็จะมีดิน สิ่งสกปรกติดเข้ามา หรือมีเศษผม และขยะชิ้นเล็ก ๆ ตกอยู่บนพรม พรมจึงเป็นอีกแหล่งสะสมฝุ่นได้เป็นอย่างดี ดังนั้นควรถอดออกมาซักเป็นประจำ เพื่อลดการสะสมคราบสกปรก พร้อมทั้งดูดฝุ่นที่พรมเสมอด้วย

5. ทำความสะอาดภายในรถยนต์

ทำความสะอาดภายในรถยนต์

นอกจากพื้นที่ดังที่กล่าวไปด้านบนแล้ว ภายในรถยนต์ยังมีพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่วางแก้ว บริเวณแผงคอนโซล เพดานรถ สายเข็มขัดนิรภัย หรือช่องเก็บของเล็ก ๆ ภายในรถยนต์ พื้นที่เหล่านี้ก็ควรเช็ดทำความสะอาดเสมอ ไม่ควรปล่อยให้ฝุ่นจับเกรอะกรัง นอกจากจะดูไม่สวยงามแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพได้อีกด้วย

สรุปบทความ 

ฝุ่นภายในรถยนต์นั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากฝุ่นด้านนอกที่ปลิวเข้ามาเวลาเปิดประตู หรือหน้าต่างรถยนต์ และฝุ่นที่ติดตามเสื้อผ้า รองเท้าของเราเข้ามา ซึ่งฝุ่นเหล่านั้นหากปล่อยทิ้งไว้ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ที่ทำให้ภายในรถยนต์เกิดคราบสกปรก ซึ่งทำให้ตา จมูก หรือลำคอเกิดความระคายเคืองได้ ในกรณีที่มีการสูดดมเข้าไปเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เป็นโรคปอดได้ในอนาคต ดังนั้นควรทำความสะอาดพื้นที่ต่าง ๆ ภายในรถเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นช่องแอร์ กรองอากาศ เบาะรถ พรม และบริเวณอื่น ๆ ภายในรถ เพื่อที่รถจะได้มีความสะอาด ไม่เกิดการสะสมของเชื้อโรค จนส่งผลต่อสุขภาพ หากตรวจพบสาเหตุของฝุ่นในรถมาจากไส้กรองสามารถนำรถเข้ามาตรวจเช็กได้ที่ศูนย์โตโยต้าชัวร์ เพื่อช่วยทำความสะอาด พร้อมทั้งตรวจเช็กในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัพเดทล่าสุด 14/03/2024