
เป็นที่ทราบกันดีสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคัน จะต้องมี พ.ร.บ. รถยนต์ เพราะเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความเสียหาย อันเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ แต่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่า พ.ร.บ. รถยนต์ มีประโยชน์ในยามจำเป็นมากกว่าที่คิด ซึ่งจะครอบคลุมการคุ้มครองอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อมๆ กับ TOYOTA SURE ในบทความนี้ได้เลย
พ.ร.บ. รถยนต์ คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับที่ไม่ว่ารถคันไหนก็จำเป็นต้องมี และถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็สามารถใช้ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. รถยนต์ ได้ทันที

หนึ่งในหน้าที่ของผู้ขับขี่บนท้องถนนคือ การต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ ในทุก ๆ ปี เชื่อว่าทุกคนคงทราบเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี แต่อาจมีน้อยคนนักที่ไม่รู้ว่า พ.ร.บ. รถยนต์ มีประโยชน์ มีความคุ้มครองอะไรบ้าง ? โดยบทความนี้จะยกความคุ้มครองต่อการเสียหายมาสองรูปแบบด้วยกัน ดังนี้
เมื่อผู้ขับขี่รถยนต์เกิดเหตุร้ายไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณีก็ตาม จะสามารถใช้ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด ในระยะเวลา 7 วันนับจากที่บริษัทได้รับคำขอให้ชดเชยตามวงเงิน แบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
สำหรับค่าสินไหมทดแทนจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ หากพบว่าผู้ประสบภัยเป็นฝ่ายถูก จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามข้อบังคับ ดังนี้
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น พ.ร.บ. รถยนต์ เป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่จำเป็นต้องต่อทุกปีเมื่อถึงกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามและเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ อีกทั้งยังมีบทลงโทษทางกฎหมาย ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ที่สำคัญรถยนต์ที่ไม่ได้ต่อ พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ ซึ่งก็มีค่าปรับเช่นกัน เป็นจำนวน 400-1,000 บาท นอกจากนั้นเมื่อนานเกิน 3 ปี จะต้องเสียค่าปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 1% และทะเบียนรถยนต์อาจถูกระงับการใช้งานในที่สุด

เชื่อว่าหลายคนที่มองข้ามการต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ อาจเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่เสียประโยชน์มากกว่าได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อมีกฎหมายในการขับขี่รถยนต์ ผู้ใช้รถก็ควรปฏิบัติตาม และความคุ้มครองที่จะได้รับจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ก็เป็นสิทธิพื้นฐานที่พึงได้รับ ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยเฉพาะกับผู้ที่ออกรถใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือ รถบ้านมือสอง ก็ควรรู้ถึงกฎระเบียบนี้ไว้ เพื่อลดปัญหาที่อาจจะเสียทั้งเวลาและเสียเงินค่าปรับในเวลาเดียวกัน